Venous

Fibro-Adipose Vascular Anomaly

(ไฟ-โบร-อะ-ดิ-โพส แวสคิวลาร์ อะ-โน-มา-ลี)
ชื่อย่อ FAVA
โดย อาจารย์ แพทย์หญิง ศศิกร เฟื่องกำลูน

เลือกอ่านตามหัวข้อ

1. คืออะไร?

FAVA คือความผิดปกติของหลอดเลือดชนิดหนึ่ง ซึ่งเกิดจากการที่เนื้อเยื่อไขมันและพังผืดแทรกตัวเข้าไปในกล้ามเนื้อร่วมกับหลอดเลือดดำผิดปกติ ส่งผลให้เกิดอาการปวดเรื้อรังและเคลื่อนไหวได้ยาก โดยรอยโรคจะโตอย่างช้า ๆ และมักไม่เห็นชัดจากภายนอก


2. พบบ่อยแค่ไหน?

  • พบไม่บ่อย แต่มีแนวโน้มจะถูกวินิจฉัยมากขึ้นในช่วงหลัง
  • มักพบในเด็กโตและวัยรุ่น โดยเฉพาะเพศหญิง
  • เริ่มแสดงอาการช่วงอายุ 8–15 ปี

3. พบตรงไหนของร่างกาย?

  • พบบ่อยที่สุดที่ น่อง ข้อเท้า ต้นขา และบางรายพบที่ แขนหรือมือ
  • รอยโรคมักอยู่ลึกในกล้ามเนื้อ ไม่ได้แสดงออกที่ผิวหนังเสมอ

ลักษณะภายนอก:

  • ปวดลึกในกล้ามเนื้อเฉพาะที่
  • กล้ามเนื้อด้านหนึ่งอาจ นูน ผิดรูป หรือขยับลำบาก
  • ข้อใกล้เคียงอาจ แข็งตึง หรือเคลื่อนไหวได้น้อยลง
  • สีผิวอาจเปลี่ยนเล็กน้อย และบางรายมีหลอดเลือดมองเห็นชัดขึ้นใต้ผิว

4. วินิจฉัยอย่างไร?

  • การตรวจร่างกาย: ดูอาการปวดเรื้อรัง การเคลื่อนไหวของข้อ และรูปร่างกล้ามเนื้อ
  • MRI: เป็นเครื่องมือหลัก แสดงให้เห็นพังผืด ไขมัน และหลอดเลือดผิดปกติ
  • Ultrasound/Doppler: ใช้ตรวจหลอดเลือดดำในบริเวณรอยโรค
  • การตรวจชิ้นเนื้อ (biopsy): ทำในกรณีที่ผลภาพไม่ชัดเจน

5. ภาวะแทรกซ้อน (Complications)

  • ปวดเรื้อรังที่ควบคุมยาก
  • ข้อยึดติด เคลื่อนไหวไม่สุด
  • กล้ามเนื้อฝ่อลีบหรือเสียการใช้งาน
  • ส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันและคุณภาพชีวิตของเด็ก

6. การรักษา

6.1 ยา – Sirolimus (mTOR inhibitor)

  • กลไก: ช่วยยับยั้งการโตของเนื้อเยื่อผิดปกติและลดอักเสบ
  • วิธีใช้: ยารับประทาน ต้องตรวจเลือดเพื่อควบคุมระดับยา
  • ผลข้างเคียง: ภูมิคุ้มกันลดลง, เสี่ยงติดเชื้อ, คลื่นไส้, ปวดหัว
  • เหมาะกับใคร?: ผู้ที่รอยโรคกว้าง ผ่าตัดไม่ได้ หรือไม่ตอบสนองต่อวิธีอื่น

6.2 การผ่าตัดบางส่วน (Debulking Surgery)

  • วิธีการ: ผ่าตัดเอาเนื้อเยื่อไขมันและพังผืดที่กดทับออก เพื่อบรรเทาอาการ
  • ต้องดมยาสลบ: ใช่
  • ยาที่ใช้: ยาสลบทั่วไป, ยาระงับปวดหลังผ่าตัด
  • ผลข้างเคียง:
    • แผลผ่าตัด
    • กล้ามเนื้อบวม/ช้ำ
    • ความเสี่ยงจากยาสลบทั่วไป
  • ทำบ่อยแค่ไหน?: ส่วนมากผ่าครั้งเดียว แต่อาจมีบางรายต้องผ่าซ้ำหากโรคกลับมาโต

6.3 Sclerotherapy (ฉีดสารทำลายหลอดเลือดผิดปกติ)

  • วิธีการ: ใช้เข็มเล็กฉีดสาร เช่น Polidocanol หรือ STS เข้าไปในหลอดเลือดผิดปกติ
  • ทำอย่างไร?: ทำในห้องฉีดสีโดยแพทย์รังสีร่วมรักษา
  • ต้องดมยาสลบ?:
    • ไม่ต้องดมยาสำหรับเด็กโตหรือรอยโรคเล็ก
    • ต้องดมยาสลบในเด็กเล็กหรือกรณีซับซ้อน
  • ผลข้างเคียง:
    • บวม ปวด ฟกช้ำชั่วคราว
    • ผิวหนังไหม้ ผิวหนังเปลี่ยนสี หรือเกิดพังผืด (น้อยมาก)
  • ทำบ่อยแค่ไหน?: ส่วนใหญ่ต้องทำ 1–3 ครั้ง ขึ้นกับขนาดและตำแหน่ง

6.4 Ablation (Cryoablation / Radiofrequency Ablation(RFA)/Microwave Ablation(MWA))

  • Cryoablation: ใช้ความเย็นจัดทำลายเนื้อเยื่อผิดปกติ
  • RFA/MWA: ใช้คลื่นไฟฟ้าหรือคลื่นไมโครเวฟสร้างความร้อนเพื่อทำลายเนื้อเยื่อผิดปกติ
  • ทำอย่างไร?: เจาะเข็มเข้าไปตรงตำแหน่งรอยโรคด้วยภาพนำทาง (เช่น CT หรือ Ultrasound)
  • ต้องดมยาสลบ?: ใช่ เกือบทุกราย
  • ผลข้างเคียง:
    • ปวดบวม 2–3 วัน
    • เสี่ยงต่อเส้นประสาทข้างเคียงถ้าอยู่ใกล้
  • ทำบ่อยแค่ไหน?: อาจต้องทำซ้ำในกรณีที่รอยโรคใหญ่หรือกลับมาใหม่

ตารางเปรียบเทียบการรักษา

วิธีรักษาต้องดมยาสลบความถี่ผลข้างเคียงหลัก
Sirolimusไม่รับประทานทุกวันภูมิคุ้มกันต่ำ, คลื่นไส้
ผ่าตัดใช่ส่วนใหญ่ 1 ครั้งแผล, อักเสบ
Sclerotherapyขึ้นอยู่กับกรณี1–3 ครั้งปวด บวม ฟกช้ำ
Ablationใช่1–2 ครั้งปวด, ทำลายเนื้อเยื่อรอบข้าง

7. กลุ่มอาการที่เกี่ยวข้อง

  • จัดอยู่ในกลุ่ม PIK3CA-related Overgrowth Spectrum (PROS)
  • อาจพบร่วมกับ CLOVES, KTS หรืออื่น ๆ ในกลุ่มนี้ แต่ส่วนมากพบแยกเดี่ยว

8. ข้อมูลพันธุกรรม

  • พบการกลายพันธุ์แบบ somatic mosaicism ของยีน PIK3CA
  • ไม่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม
  • การตรวจชิ้นเนื้อจากตำแหน่งรอยโรคให้ผลแม่นยำกว่าตรวจจากเลือด

9. สิ่งที่ครอบครัวควรเก็บข้อมูล และการดูแล

  • บันทึกระดับความปวดเป็นระยะ เช่น ผ่าน pain diary
  • ถ่ายภาพเปรียบเทียบขาทั้งสองข้างทุก 6 เดือน
  • ติดตาม MRI และผลเลือดอย่างสม่ำเสมอ
  • สนับสนุนจิตใจเด็ก ให้เข้าใจว่าร่างกายมีความเฉพาะตัว และสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติ